
เกาะเป่ยกัง เดิมเป็นชุมชนประมง ส่วนหนึ่งไปเป็นแรงงานรับจ้างในเรือประมงพาณิชย์ เก็บเงินมาสร้างบ้านที่ค่อนข้างมั่นคง บางส่วนอพยพมาประเทศไทยเพื่อหางานทำ เกาะนี้ในอดีตถูกตัดขาดจากแผ่นดินเดินทางโดยใช้เรือเป็นหลัก
ปัจจุบันชาวประมงพื้นบ้านในเกาะเป่ยกังที่มีความรู้ภูมิปัญหาในการหาฝูงปลาเหลือเพียง 5 ราย แต่ชาวประมงเหล่านี้ก็ไม่ต้องการให้ลูกเป็นชาวประมงเพราะมองว่าเป็นงานที่หนัก รายได้ไม่แน่นอน และมีฤดูการปิดอ่าวห้ามทำการประมงถึง 3.5 เดือน ทำให้รายได้ลดลง แต่สิ่งที่ดีของนโบายรัฐที่นี่คือ การจัดเขตประมงที่ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ เพราะกำหนดให้ประมงพาณิชย์ออกทำประมงนอกเขตชายฝั่งหลายไมล์ ห้ามทำประมงภายในเขต ห้ามทำประมงอวนลาก (Trawl Prohibition Zone) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งหรือเส้นฐาน (Baseline) ออกไปประมาณ 12 ถึง 20+ ไมล์ทะเล และมีการจ่ายค่าน้ำมันให้เรือชาวประมงพื้นบ้านปีละ 9000 หยวน (ประมาณ 45,000 บาท) ต่อลำต่อปี และทางการได้สร้างที่พักเรือและสร้างกำแพงเพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเรือนและเรือสูญหายเวลาเกิดพายุหรือคลื่นสูงซัดเข้าหมู่บ้าน
ต่อมา เปลี่ยนจากการทำประมงจับสัตว์น้ำตามธรรมชาติ มาเป็นการ “เลี้ยงปลาในกระชัง”
ยุคเลี้ยงปลาในกระชัง (2000–2014) | “ลงทุนสูง แต่ต้องร่วมมือกันทั้งบ้าน”
ต้องใช้เงินทุนและแรงงานมากขึ้น ครอบครัวต้องแบ่งหน้าที่กันทำ: คนหนุ่มสาวออกไปทำงานหาเงินข้างนอก ส่วนคนที่เหลือ (รวมถึงผู้หญิง) คอยดูแลกระชังปลาและขายสินค้า
ต่อมาเกิดโรคระบาด, ต้นทุนอาหารปลาที่แพงขึ้นและปัญหา สภาพอากาศที่แปรปรวนภัยพิบัติ และราคาตลาดที่ไม่แน่นอน ทำให้การเพาะปลาในกระชังลดลงในปัจจุบันเหลือไม่กี่ราย
ยุคพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น & การกระจายตัว (2014–2021) | “เมื่อภัยพิบัติเปลี่ยนชีวิต”
ปี 2014 พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น รามสูร (Rammasun) พัดถล่มกระชังและบ้านเรือนเสียหายยับเยิน
ชาวบ้านเริ่มแตกออกเป็น 2 กลุ่ม: กลุ่มที่กู้เงินมาสู้ต่อ กับกลุ่มที่ลดขนาดหรือเลิกทำ
คนรุ่นใหม่ย้ายเข้าเมืองใหญ่อย่าง ไห่โข่ว เพื่อทำงานจ้างวาน (ขนส่ง, ก่อสร้าง, บริการ) วิถีชีวิตแบบครอบครัวใหญ่เริ่มเปลี่ยนเป็นต่างคนต่างอยู่เพื่อหาเลี้ยงชีพ
ต่อมารัฐบาลได้สร้างสะพานและส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำเรื่องท่องเที่ยวในบ้านเกิด เป็นยุคที่
ยุคท่องเที่ยว & การอนุรักษ์ (2021–ปัจจุบัน) | “โอกาสใหม่ มาพร้อมความท้าทายใหม่”
การเปิดใช้งาน สะพานไฮ่เวิน (Haiwen Bridge) ทำให้การเดินทางสะดวกเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ทั้งโฮมสเตย์ ร้านอาหาร และทัวร์ประมง แต่สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาขยะ ชาวบ้านต้องเป็นผู้รับภาระในการจัดการขยะจากการท่องเที่ยว และการเข้ามาตกปลาหาหอยชายหาดของคนภายนอก เกิดการแย่งชิงทรัพยากรจากคนในชุมชน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่เพียงพอกับความต้องการรายได้ของคนในชุมชนเนื่องจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
ชาวบ้านเริ่มทำกิจกรรมอนุรักษ์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากร เช่น ลาดตระเวนชายฝั่ง สำรวจหญ้าทะเลและนก เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ให้กับน้องท่องเที่ยวและเยาวชน
ผลกระทบ: แม้จะมีทางเลือกรายได้เพิ่มขึ้น แต่ชุมชนต้องแลกมาด้วยปัญหาขยะ, การจราจรหนาแน่น, ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากยริษัททัวร์ เนื่องจากชุมชนยังไม่สามารถออกกติกาเพื่อจัดการการใช้ทรัพยากรโดยชุมชนได้
บทเรียนสำคัญ
การใช้ทรัพยากรประมงเกินขึดจำกัดจนทรัพยากรเสื่อมโทรม ทำให้ชุมชนขาดความมั่นคงรายได้และอาหาร ปัจจุบันชุมชนตะหนักถึงผลกระทบจึงร่วมกันดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง
นโยบายการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานพัฒนาบ้านเกิดทำให้กลุ่มสหกรณ์การท่องเที่ยวมีบุคคลากรที่มีความสามารถมาพัฒนากลุ่มและชุมชน
และเป็นรูปแบบการตัดสินใจร่วมกัน ให้บทบาททั้งคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่และผู้หญิง รวมทั้งปลูกฝังให้กับเยาวชนในชุมชน
ความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง (Livelihood Diversification): ชุมชนชายฝั่งไม่สามารถพึ่งพาอาชีพเดียวได้อีกต่อไป ปัจจุบันครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องทำหลายอาชีพควบคู่กัน
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Vulnerability): พายุเพียงลูกเดียวสามารถเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและอาชีพของชุมชนไปตลอดกาล
การปรับตัวเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเข้ามา: สะพานและถนนเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ (ท่องเที่ยว) แต่ก็นำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมและความท้าทายในการจัดการขยะ/ทรัพยากรที่ชุมชนต้องรับมือ










